http://www.stockfocusnews.com
Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ อ.สิปปกร

 ประชาสัมพันธ์กิจกรรม

 สมัครสมาชิกนิตยสาร

 Webboard

 ติดต่อเรา

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

บริการ

หุ้นเด่นประจำวัน
ตามกระแสข่าว
บทวิเคราะห์
รายงานเศรษฐกิจ
ข่าวบริษัทจดทะเบียน
บทความ อ.สิปปกร
กระทู้ พูดคุย
ติดต่อโฆษณา

MLINK กำไรสุทธิปี 52 ไม่ให้ต่ำกว่าปี 51

MLINK ขอหวังแค่ประคองยอดขาย-อัตรากำไรสุทธิปี 52 ไม่ให้ต่ำกว่าปี 51  
 20:53 17/2/2552
           บมจ.เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น(MLINK)เผยปี 52 ตั้งเป้ายอดขายเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ 2 ล้านเครื่องเท่ากับปีก่อน มองว่ากำลังซื้อหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจ จึงคาดว่ารายได้จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่คาดว่าจะทำได้ราว 8 พันล้านบาท และราคาต่อเครื่องทรงตัวจากปีก่อนที่กว่า 3 พันบาท/เครื่อง เชื่อว่าจะรักษาอัตรากำไรสุทธิ(net profit margin)ใกล้กับปีก่อนที่ 1.5% เช่นกัน ระบุอยู่ระหว่างเจรจาโนเกียขายรุ่น Exclusive เพิ่มปีนี้
           "ตั้งประมาณการ 2 ล้านเครื่องไม่ได้เพิ่มจากปีที่แล้ว คือถ้าได้ zero growth ก็ยังดีใจ เพราะยังมีความเสี่ยงกำลังซื้อหดตัว ยังไงเราก็คาดหวังว่าจะมีเครื่องโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ การลดราคาสินค้าลงมาช่วยพยุงได้บ้าง"นายพลณรงค์ วัฒนโพธิธร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด MLINK กล่าวกับ"อินโฟเควสท์"
           ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิปีนี้ไว้ได้ บริษัทจะพยายามนำโทรศัพท์มือถือรุ่น Exclusive หรือรุ่นที่บริษัทได้ขายเพียงรายเดียว ซึ่งต้องเจรจากับทางโนเกีย โดยขณะนี้บริษัทยังมีรุ่น Exclusive อยู่ประมาณ 5 รุ่น ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วที่จะขายได้ไปถึงไตรมาส 2/52 เพราะการขายโทรศัพท์มือถือรุ่น Exclusive จะสร้างกำไรได้มากขึ้นกว่าโทรศัพท์ปกติ
           "เรากำลังดีลกับทางโนเกีย จริงๆเราก็พยายามทำให้ได้ประมาณปีละ 7 รุ่น 8 รุ่น โดยบางปีเราได้ 6 รุ่น บางปีเราได้ 7 รุ่น แต่ก็ค่อนข้างใกล้เคียง แน่นอนจะทำให้มาร์จิ้นเราได้ดีขึ้น เพราะเราขายคนเดียวไม่มีใครขายตัดราคา ซึ่งใน 2-3 ปีที่ผ่านมาเราขายตัว Exclusive Model ทำให้บริษัท control มาร์จิ้นได้ค้อนข้างดี ทำกำไรให้เราได้เยอะมาก"ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด MLINK กล่าว
           ในปี 51 บริษัทได้ขายรุ่น Exclusive ทั้งหมด 6-7 รุ่น ซึ่งก็สร้างกำไรให้บริษัทค่อนข้างมาก โดยมีสัดส่วนประมาณ 20-30% ของกำไรสุทธิ แม้ว่ารายได้จะมีไม่มาก ประกอบกับ บริษัทมียอดขายจากอุปกรณ์เสริมและขายคอนเท้นท์ ซึ่งมีมาร์จิ้น 2 หลัก ทำให้บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 1.5% ของยอดขาย ซึ่งถือเป็นระดับถือว่าใช้ได้ แม้ว่ายอดขายจะปรับลดลง
           นายพลณณงค์ คาดว่ารายได้ใน ปี 51 จะทำได้ 8 พันกว่าล้านบาท ลดลงราว 20% จากปี 50 ที่มี 1.05 หมื่นล้านบาท เพราะราคาขายต่อเครื่องเฉลี่ยลดลงจากราว 4 พันบาท/เครื่อง เหลือประมาณ 3 พันกว่าบาท/เครื่อง เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนมาซื้อเครื่องราคาต่ำมากขึ้น สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจ 
*ยอมรับไตรมาส 1/52 ยอดขายตก              
           นายพลณรงค์ กล่าวยอมรับว่า ในไตรมาส 1/52 ยอดขายอาจจะลดลงจากไตรมาส 4/51 สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการปรับปรุงระบบการจัดจำหน่ายของค่ายมือถือโนเกีย แต่คาดว่าในไตรมาส 2/52 ยอดขายจะดีขึ้นหลังจากที่ระบบการจัดจำหน่ายของโนเกียลงตัว ซึ่งจะช่วยให้การแข่งขันการขายโทรมือถือแบรนด์เดียวกันของผู้จัดจำหน่าย 3 รายในไทยลดลงมาก นอกเหนือจากที่ต้องแข่งกับแบรนด์อื่น
           ทั้งนี้ โนเกียปรับโครงสร้างระบบการจำหน่ายใหม่ ซึ่งเริ่มใช้ในเดือน ก.พ.นี้ คาดว่าอีก 2-3 เดือนก็น่าจะเข้าที่ ก็เชื่อว่าหลังจากไม่น่าจะมีการแข่งขันด้านราคาของโนเกียด้วยกัน ก็จะทำให้ราคาขายของเครื่องมือถือโนเกียจะค่อนข้างนิ่ง
           "ไตรมาสแรกก็อาจจะ drop ค่อนข้างเยอะ ซึ่งมีหลายส่วนมากระทบ เช่นจากตลาดส่วนหนึ่ง การปรับโครงสร้างของโนเกียก็ทำให้ทุกอย่างยังไม่นิ่ง พอไม่นิ่งยอด drop แน่นอน เวลาโนเกียปรับโครงสร้างอย่างนี้ ในประเทศอื่นๆเขาบอกว่า 3 เดือนแรกเป็นอย่างนี้ทุกที่ แล้วพอนิ่งแล้วจะ pick up แล้วจะโตจากเดิมที่เคยเห็น เพราะฉะนั้นช่วงนี้จะเป็นช่วงปัดกวาด จัดระเบียบทุกอย่าง ก็ต้องยอมถอหลังนิดหนึ่ง แต่ในไตรมาส 2 จะดีขึ้นจากไตรมาสแรก"นายพลณรงค์ กล่าว
           นอกจากนี้ บริษัทมองว่าในปีนี้ทางโนเกียจะมีนโยบายปรับราคาลง ซึ่งโดยปกติก็มีการปรับราคาตามเทคโนโลยี แต่ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้น่าจะมีการปรับราคาและออกสินค้าใหม่เข้ามากระตุ้นยอดขายมากกว่าช่วงปกติ แต่เมื่อไรก็ต้องรอดู และหลังกาปรับโครงสร้างการขายของโนเกียจะทำให้การแข่งขันภายในแบรนด์ในปีนี้จะนิ่ง
           ขณะเดียวกัน มองภาพคลาดรวมยอขายเครื่องมือถือในประเทศปีนี้ประมาณ 8 ล้านเครื่องเท่ากับปีก่อน คือไม่ได้ลดลงจากปีที่แล้ว แม้ว่าผู้ซื้ออาจจะกังวลภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปอยู่ แต่ก็หวังว่าปลายปีจะดีขึ้น ซึ่งเป็นช่วงพีคของผู้ประกอบการขายเครื่องโทรศัพท์มือถือ
*ไม่ลงทุนขยายร้านเพิ่ม
           นายพลณรงค์ กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปีนี้บริษัทจะไม่ลงทุนเปิดร้านค้าสาขาเพิ่ม แต่หากได้ที่โลเกชั่นดีและราคาไม่แพง ก็อาจเข้าไปจับจองไว้ก่อนจนกว่าจะพร้อม โดยเห็นว่าการตั้งร้านขนาดใหญ่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้น ในอนาคตขนาดร้านของ MLINK ก็อาจปรับขนาดเล็กลง เพราะยอดขายที่ได้ก็ไม่แตกต่างกัน จึงอาจเน้นขยายจุดขายในเพาเวอร์บายและไอทีซิตี้แทนในจุดที่ยังเปิดไม่ครบ คาดว่าจะขยายจุดขายประมาณ 50 จุดในปีนี้ ซึ่งไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก
           ปัจจุบัน MLINK มีร้านค้าภายใต้ 2 บริษัทย่อย คือ บริษัท เทเลแม็กซ์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท เอ็ม ช็อป โมบาย จำกัด จำนวนทั้งหมด 21 แห่ง(ไม่นับแฟรนส์ไชส์) ได้แก่ ร้านเทเลวิซ และร้านเอ็มช็อป รวมทั้งจุดขายตามห้าง  ได้แก่ เพาเวอร์บาย, ไอทืซิตี้ , เพาเวอร์มอลล์ รวมเป็น 60 กว่าจุดขาย
           ขณแดียวกันศูนย์บริการโนเกียแคร์(Nokia Care Centre)ในช่วงนี้ยังไม่ขยายเพิ่ม ปัจจุยันมี 12 ศูนย์ ตั้งอยุ่กทม. 6 แห่งและต่างจังหวะ 6 แห่งในเขตเมืองใหญ่ เพราะแต่ละศูนย์จะใช้เงินลงทุนเกือบ 10 ล้านบาท
          "การที่เราเลือกขายเครื่องมือถือโนเกีย 100% ทุกอย่าง วางแผนร่วมกันกับโนเกีย เขาก็จะให้การสนับสนุนเราค่อนข้างชัดเจน ซึ่งคิดว่ามาถูกทางแล้ว จากเมื่อก่อนขายเครื่องหลายยี่ห้อ ขายได้มากแต่ขาดทุนบางยี่ห้อ " นายพลณรงค์กล่าว
           MLINK เป็นผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือของ โนเกีย เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจ Digital Trunked Radio หรือวิทยุสื่อสาร, ธุรกิจ Application บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ ธุรกิจ System Integrator
 

 

 

Tags :

view

ปฎิทิน

« May 2013»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

สถิติ

เปิดเว็บ11/06/2009
อัพเดท26/03/2013
ผู้เข้าชม5,284,563
เปิดเพจ4,149,845
view