บทวิเคราะห์ บล.พาย วันที่ 12 ก.พ. 2569
Pi Daily แรงงานสหรัฐฯ มากกว่าคาดการณ์แต่ตลาดดูมองเป็ นกลางๆแต่ Tech โดนกดดัน ส่วนหุ้นไทยเริ่มไร้ปัจจัยและ Price In เรื่องการเมืองไปแล้วซึ่งจะเห็ นว่า SET INDEX เริ่มชะลอตัว ยังแนะทยอยทำกำไรเพราะหลังจากนี้ จะเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการ (วันนี้ AOT รายงานแต่คาดการณ์กำไร -20%YoY) แต่มอง CREDIT น่าสนใจ Laggard ในกลุ่มธนาคารและมี Valuation ไม่แพงเทียบกั บความสามารถในการทำกำไร
ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 66 จุด (-0.1%) ตลาดหุ้นสหรัฐฯค่อนข้างผั นผวนแม้จะบวกในช่วงแรกแต่หลั งจากนั้นก็ปรับลงเพราะกังวลกั บทิศทางดอกเบี้ย ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.87% นักลงทุนประเมินว่าอุปทานน้ำมั นอาจตึงตัวจากความตึงเครี ยดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน
เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ประกาศการจ้ างงานนอกภาคเกษตรที่ 1.3 แสนราย ดีกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 6.6 หมื่นราย พร้อมกับอัตราการว่างงานที่ 4.3% ดีกว่าคาดการณ์ที่ 4.4% ความกังวลเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ ยจึงกลับมาเป็นปัจจัยกดดันอี กครั้ง สะท้อนผ่านการปรับขึ้นของ US Bond Yield อายุ 2 ปีและ CME FED Watch กลับมาให้โอกาสลดดอกเบี้ยในเดื อน มี.ค. ลดลง กดดันหุ้นในกลุ่ม Technology ของสหรัฐฯ (Alphabet -2.4% MSFT -2%) แต่สวนทางกับผู้ขายอุปกรณ์อย่าง NVIDIA +0.8% ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนักลงทุ นยังไม่มั่นใจกับทิศทางเงินลงทุ น อย่างน้อยจนกว่าจะเห็ นผลประกอบการ 1Q26 ว่า Capex ที่ใส่ไปได้เห็นผลกับกำไร คืนนี้ฝั่งสหรัฐฯรอติดตามผู้ ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ 2.2 แสนรายทั้งนี้ด้วยแรงงานสหรัฐที่ ดีกว่าคาดการณ์ในะระยสั้นอาจสร้ างแรงหนุนเชิงบวกต่อหุ้นที่มี รายได้ในสหรัฐฯอย่าง TU ITC กลับมาที่ปัจจัยในประเทศพบว่า SET INDEX เริ่มชะลอตัวโดยวานนี้ +0.09% หากไม่รวม DELTA คาดว่าดัชนีจะพลิกสู่แดนลบ ปัจจัยดังกล่าวสอดคล้องกับที่ ประเมินไว้ก่อนหน้าว่า Upside อาจเริ่มจำกัดและนักลงทุนจะกลั บมาให้น้ำหนักกับผลประกอบการ (วันนี้จะมีการประกาศของ AOT) คาดการณ์ว่ากำไรปกติจะลดลง 20%YoY หากลดลงมากกว่าคาดการณ์จะเป็ นแรงกดดันต่อราคาหุ้นรวมถึง Sentiment ตลาด วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1400 – 1420 เชื่อว่าความร้ อนแรงจะชะลอลงและหันมาพิจารณาที่ ผลประกอบการ จากนี้ หากการประกาศผลประกอบการไม่ได้ ดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ โอกาสที่ SET จะเดินหน้าต่ออาจเริ่มจำกั ดประกอบกับได้ Price In ปัจจัยการเมืองไปแล้ว ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนจึ งแนะทยอยทำกำไรในส่วนที่ Trading จากด้านล่างขึ้นมา แต่หากจะลงทุนระยะสั้นเน้นหุ้ นที่ยังปรับขึ้นน้อย อาทิ นิคมอุตสาหกรรม (AMATA WHA) ท่องเที่ยว (MINT) ค้าปลีก (CPALL CRC HMPRO) สายการบิน (AAV)
CREDIT (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 21.80 บาท)
แนวโน้มผลการดำเนินงานที่โดดเด่ นต่อเนื่องในกลุ่มธนาคาร (2) Valuation ระดับต่ำที่ 0.7x PBV’26 และ 4.8x P/E’26E บนการคาดการณ์ ROE ที่ 15.5% ในปี 2026 (3) คาดผลตอบแทนเงินปันผลที่ 4.2% ในปี 2025-26 และ (4) งบดุลที่มีเสถียรภาพ และ Coverage สูงขึ้น รับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
CPALL (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 58.00 บาท)
คาดอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจร้ านสะดวกซื้อเพิ่มขึ้น 30 bps YoY เป็น 27.9% ใน 4Q25 จาก 27.6% ใน 4Q24 หนุนจาก 1) อัตรากำไรกลุ่มสินค้าอาหารที่ แข็งแกร่งเป็น 27.5% ใน 4Q25 จาก 27.2% ใน 4Q24 ผลจากสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสิ นค้าอาหารพร้อมทานที่เพิ่มขึ้น













