บทวิเคราะห์ บล.พาย วันที่ 19 ม.ค. 2569
Pi Daily ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี 8 ประเทศใน EU เพื่อเป็นการกดดันสถานการณ์ใน Greenland มองเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนทั่ วโลก (เช้านี้ Nikkei -600 จุด -1.1% , Dow Future -0.66%) ราคาทองคำพุ่ง 1.8% มอง SET INDEX เตรียมรับแรงกดดัน อย่างไรก็ตามเชิงปัจจัยพื้ นฐานมองผลกระทบต่อไทยจำกัด แต่อาจมีบางหุ้นได้รั บผลกระทบเช่น KCE MINT (มีรายได้ใน EU) ระยะสั้นหลบเข้าหา Defensive
ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 83 จุด (-0.17%) การซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนก่ อนจะเข้าสู่วันหยุดยาวในวันจั นทร์ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.6% นักลงทุนคลายกังวลเกี่ยวกั บสถานการณ์ในอิหร่านประกอบกับนั กลงทุนบางส่วนมีการปิดสถานะ Short
คืนวันศุกร์ที่ผ่านมิได้มี การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรั ฐฯ แต่อย่างไรก็ตามมีปัจจัยที่น่ าพิจารณาได้แก่การปรับขึ้นของ US Bond Yield ที่ค่อยๆฟื้นขึ้นมาพร้อมกับ Dollar Index ที่แข็งค่าขึ้นมาและตลาดหุ้นปรั บลง สะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนที่ ปิดรับความเสี่ยง และหลังจากนั้นพบว่าในช่วงวั นเสาร์ ตามเวลาประเทศไทยประธานาธิบดี สหรัฐฯ ได้ออกมาระบุใน Truth Social ว่าสหรัฐฯเตรียมจะขึ้นภาษีนำเข้ า 10% กับสินค้าทุกประเภทจาก 8 ประเทศในยุโรป มีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 1 ก.พ. สาเหตุหลักมาจากทรัมป์ต้ องการกดดันให้ Denmark ขาย Greenland ให้กับสหรัฐฯ และหากยังไม่มีความคืบหน้าภาษี นำเข้าจะขยับไปที่ 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. มองเป็นปัจจัยสร้างความผั นผวนให้กับการลงทุนตลาดหุ้นทั่ วโลกแต่จะดีกับทองคำ (+GOLD03) ปัจจุบันนั้น EU ถือเป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ (นำเข้าจากยุโรปอันดับแรก) ฝั่งสหรัฐฯอาจเผชิญกับราคาสินค้ าที่สูงขึ้น (สินค้าที่สหรัฐฯนำเข้าหลั กๆจากยุโรปได้แก่รถยนต์ และรถบรรทุก (14%) ยาและเวชภัณฑ์ (13%) กับผลกระทบต่อประเทศไทยเชื่อว่ าจำกัดทั้งในแง่ปัจจัยพื้ นฐานตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทย แต่อาจมีผลกระทบกับหุ้นที่ ประกอบกิจการใน EU (MINT KCE) และท่องเที่ ยวไทยอาจโดนผลกระทบทางอ้ อมจากการที่มีนักท่องเที่ยวฝั่ง EU (กรณีเศรษฐกิจ EU ถูกกระทบ) แต่อย่างไรก็ตามหุ้นไทยอาจถู กกระทบเชิงจิตวิทยาคล้ายกับช่ วงที่ทรัมป์ประกาศสงครามการค้ ากับทั่วโลกแต่รอบนี้เบาบางกว่ าเพราะอยู่แค่เพียงยุโรป คืนนี้สหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวัน Martin luther king JR หลังจากนั้นนักลงทุนจะกลับมาติ ดตามผลประกอบการวันอังคารหลั งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการจะมี NETFLIX ปัจจัยในประเทศวันศุกร์ที่ผ่ านมาตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตั วคาดว่านักลงทุนเริ่มมองถึง Election Rally ที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ตามสถิติตลาดหุ้นมักจะปรับขึ้ นก่อน โดยกลุ่มที่โดดเด่นได้แก่ค้าปลี ก (Top pick CPALL) วันนี้ประเมิน SET INDEX เสี่ยงปรับตัวลงในกรอบ 1260 – 1270 รับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรั ฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯกับ EU ประกอบกับก่อนหน้าได้ฟื้นตัวขึ้ นมาราว 2.5% อาจเผชิญกับแรง Take Profit แต่ยังเชื่อว่าผลกระทบต่ อไทยจำกัด (เช้านี้ Nikkei -1% ราคาทองคำ +1.5% และทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติ การณ์) เชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นกลั บมามองหากลุ่ม Defensive อาทิ สื่อสาร (ADVANC) โรงพยาบาล (BDMS BCH) กลุ่มค้าปลีก (CPALL HMPRO) กลุ่มการเงิน (MTC SAWAD)
BDMS (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท)
มองผลประกอบการใน 4Q25 มีแนวโน้มเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากจำนวนผู้ป่วยเริ่มสูงในเดือน ก.ย. (ปกติสูงสุดในเดือน ก.ค. และ ส.ค.) ซึ่งคาดโตต่อเนื่องในเดือน ต.ค. หนุนยอดผู้ป่วยเติบโตจากฐานต่ำ ประกอบกับโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่งเปิดตามกำหนดการในปี 2025 รับรู้รายได้มากขึ้น
ICHI (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 13.90 บาท)
ปัจจัยหนุนการเติบโต ได้แก่ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์, การขยายช่องทางจำหน่ายในร้ านโชห่วย, การออกสินค้าใหม่ที่เน้นสินค้า value for money ทำสินค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้ นตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้ องการความคุ้มค่า, การฟื้นตัวของตลาดชาเขียวโดยมี ปัจจัยบวกด้านสภาพอากาศ, และการเติบโตของยอดขายสินค้า non-tea โดยเฉพาะน้ำด่าง PH+













