เมื่อฮอร์มุซปิด ทองคำจะเป็นผู้ชนะในวิกฤตรอบนี้หรือไม่?

เมื่อฮอร์มุซปิด ทองคำจะเป็นผู้ชนะในวิกฤตรอบนี้หรือไม่?

ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ลุกลามและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการขนส่งน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของโลก ความตึงเครียดดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งบีบให้ตลาดการเงินต้องกลับมาทบทวนสมมติฐานเดิมเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ อีกครั้ง

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนเริ่มลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ย หลังประเมินว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอาจทำให้การนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ทำได้ยากและใช้เวลานานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

การวิเคราะห์ของ ฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ถือเป็น “ช็อกด้านอุปทาน” ที่กระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อโดยตรง เนื่องจากกระทบต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดย ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางสำคัญที่รองรับการขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานน้ำมันโลก หรือราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางจำนวนมาก

ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือและความเสี่ยงต่อการดำเนินงานของท่าเรือส่งออกในภูมิภาค ทำให้ตลาดพลังงานตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent crude oil ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ขณะที่ West Texas Intermediate crude oil เพิ่มขึ้นราว 14% ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน สะท้อนความกังวลของตลาดต่อความเป็นไปได้ของภาวะชะงักงันด้านอุปทานพลังงาน

ในมิติทางเศรษฐกิจมหภาค สถาบันการเงินหลายแห่งประเมินว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและยังทรงตัวในระดับสูง อาจส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 0.2–0.3% และกระทบกำลังซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภค โดยแรงกดดันเงินเฟ้อมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากราคาพลังงาน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเพียง 10% อาจผลักดันเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ เงินเฟ้อรายปีอาจกลับเข้าใกล้ระดับ 3% ในระยะสั้น และในกรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากถึง 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้ออาจสูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมของตลาดถึงประมาณ 1% ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางสหรัฐ อย่างมีนัยสำคัญ

ในสถานการณ์เช่นนี้ “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอาจได้รับผลกระทบระลอกสอง ส่งผลให้ธนาคารกลางไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ตามแผน โดยล่าสุดความคาดหวังเงินเฟ้อระยะสั้นในตลาดพันธบัตรได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ ธนาคารกลางสหรัฐ หลายรายส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้น

เจ้าหน้าที่บางส่วนยอมรับว่าการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานย่อมส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะใกล้ และจำเป็นต้องรอข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ตลาดส่วนใหญ่ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงประมาณ 3.50% – 3.75% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง และอาจชะลอการปรับลดดอกเบี้ยออกไปจนกว่าจะเห็นสัญญาณชะลอตัวของเงินเฟ้ออย่างชัดเจน

แม้ในอดีตธนาคารกลางสหรัฐฯ มักมองข้ามแรงกระแทกด้านอุปทานที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่หากแรงกดดันจากราคาพลังงานยืดเยื้อและลุกลามเข้าสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน ธนาคารกลางอาจเผชิญข้อจำกัดในการส่งสัญญาณผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ

แม้สหรัฐฯ จะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่หากผู้บริโภครับรู้ว่าค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการใช้จ่ายอาจชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างมากกว่าหนึ่งไตรมาส

ในระยะสั้น ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันที่สูงส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรวมถึงค่าเงินดอลลาร์ให้ปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย

การประเมินของ ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ว่า ทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับดุลยภาพระหว่าง “แรงหนุนจากความเสี่ยงและเงินเฟ้อ” กับ “แรงกดดันจากดอกเบี้ยที่สูงยาวนาน” หากตลาดเชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐ จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ทองคำอาจเผชิญแรงขายทำกำไร

ในทางกลับกัน หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ลุกลามและสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงสำคัญของระบบการเงินโลก โดยมีเป้าหมายราคาทองคำอยู่ที่ 5,585 ดอลลาร์ หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศประมาณ 81,350 บาทต่อบาททองคำ

สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลกอาจทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อราคาทองคำในประเทศ เนื่องจากราคาทองคำในไทยมักปรับตัวสูงกว่าราคาทองคำโลกในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า

ในโลกที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อน “ความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจโลก” ได้อย่างชัดเจน และอาจกลับมาเป็นผู้ชนะของวิกฤตรอบนี้ หากสถานการณ์การสู้รบลุกลามเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้.

Share:

ข่าวล่าสุด

ค้นหาข่าวที่คุณสนใจ